วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรียนรู้การเช็คแบตเตอรี่ด้วยกัวเอง



แบตเตอรี่ ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือ มอเตอร์ไซค์ ก็ตาม โดยเป็นแหล่งเก็บและจ่ายไฟให้กับระบบต่างๆ ที่สำคัญ หลายท่านละเลยที่จะดูแลตรงส่วนนี้ ดังนั้นเราจึงควรดูแลแบตเตอรี่อยู่เสมอ เพื่อให้ระบบไฟของรถคู่ใจท่านเป็นปกติอยู่เสมอ ซึ่งมีรายละเอียดในการดูแลดังนี้

การตรวจเช็คค่าไฟชาร์จ



ทำได้โดยการใช้โวลต์มิเตอร์ต่อคร่อมเข้ากับขั้วของแบตเตอรี่ แต่สำหรับการวัดค่าการชาร์จโดยการวัดความถ่วงจำเพาะของกรดด้วยไฮโดรมิเตอร์ นั้นไม่ควรทำ เพราะเนื่องจากไม่มีกรดพอที่จะดูดขึ้นมาใส่ภาชนะเพื่อทำการวัดค่าได้
ใน การวัดค่าไฟชาร์จของแบตเตอรี่นั้น ให้ปลดขั้วแบตเตอรี่ออกก่อนค่าไฟชาร์จถ้าเป็นแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ เมื่อทำการวัดด้วยโวลต์มิเตอร์ขั้วแล้วควรจะมีค่ามากกว่า 6 โวลต์เล็กน้อย ถ้าหากวัดได้ 5.6 โวลต์ หรือต่ำกว่า ควรจัดการชาร์จไฟใหม่ และเมื่อชาร์จไฟแล้วค่าที่วัดได้ควรจะอยู่ประมาณ 7.6 โวลต์ แต่ถ้ามากกว่านี้ก็แสดงว่าเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเกิดการชำรุดขึ้นมาส่วน แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เมื่อวัดแล้วควรจะได้ค่าประมาณ 12.5 โวลต์ ถ้าวัดได้ 1.1 โวลต์หรือต่ำกว่านี้ก็ควรทำการชาร์จใหม่โดยที่ขณะชาร์จไฟ โวลต์เตจที่ขั้วควรจะได้ประมาณ 15 โวลต์และในเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า โวลต์ของแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ชาร์จไฟเต็มแล้วควรจะอยู่ระหว่าง 8-10 โวลต์เมื่อสตาร์ทเครื่องแล้ว
  การตรวจดูการชาร์จของแบตเตอรี่นั้น สามารถตรวจดูด้วยสายตาได้ โดยสังเกตที่แผ่นแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มแล้ว แผ่นบวกจะมีสีน้ำตาลเข้ม ถ้าแบตเตอรี่ไม่มีไฟก็จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนแผ่นลบสีเทานั้นจะไม่เปลี่ยนสีเมื่อชาร์จไฟแล้ว นอกจากนี้หากสังเกตเห็นจุดขาวๆ บนแผ่นก็แสดงว่ามีซัลเฟตเกิดขึ้น ก็แสดงว่าจะเริ่มถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่กันอีกครั้ง

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างถูกวิธี


เนื่องจากใกล้เทศการปีใหม่ 2554 ที่จะถึงนี้ หลายๆท่านอาจเลือกพาหนะมอเตอร์ไซค์ในการเดินทาง วันนี้เลย ต้องพูดถึง ท่าทางการขับขี่ มอเตอร์ไซค์ ที่ถูกต้องกันก่อน เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วย
ให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นในทุกๆสภาวะโดยจะมีที่สังเกตอยู่หลักๆด้วยกันคือ

สายตา - จะต้องมองไปข้างหน้าและกวาดสายตาไปเป็นมุมกว้างที่สุด สังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่ามองเพียงจุดใดจุดหนึ่ง และมีสมาธิในการควบคุมรถ

ไหล่  - ไม่เกร็งเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดี ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ


แขน - ปล่อยตามธรรมชาติไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ข้อศอกไม่กาง มือ จับตรงบริเวณกึ่งกลางปลอกแฮนด์ ข้อมืออยู่ในแนวเดียวกับแขน อย่าจับในลักษณะหักข้อมือ

สะโพก - นั่งให้ได้ตำแหน่งพอดีกับการควบคุม ไม่เกร็ง ปล่อยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ เข่าหันไปทางด้านหน้ารถ ไม่กางออก หนีบถังน้ำมันให้กระชับเพื่อความมั่นคง เท้าวางบนพักเท้าอย่างมั่นคงปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าและวาง อยู่บนคันเกียร์และแป้นเบรค